Rome: วิหารแพนธีออน (Pantheon) กับโอคูลุส ดวงตาแห่งสวรรค์

pan7

อีกหนึ่งแห่งที่ควรเยี่ยมชม คือ มหาวิหารแพนธีออน ที่มาอายุกว่า 2,000 ปี (แข็งแรงมาก) แสดงให้เห็นถึงอัจฉริยะแห่งการสร้างสรรค์ของสถาปนิกสมัยโบราณกับเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร คือ เป็นวิหารทรงกระบอก กว้าง 142 ฟุต และสูง 142 ฟุตเท่ากัน ไม่มีเสาค้ำกลางคอยรับน้ำหนักทั้งที่มีขนาดใหญ่โต ทางเข้าด้านหน้าทำเป็นมุขที่มีหลังคาสามเหลี่ยมหน้าจั่วและมีเสาตั้งเรียงกันอยู่เหมือนวิหารกรีก และมีหลังเป็นคาโดมโค้งมนมีช่องวงกลมขนาดใหญ่ตรงกลางให้แสงผ่านเข้ามา เรียกช่องนี้ว่า “โอคูลุส” (Oculus) 

pan5

โอคูลุส แปลว่า ตา ซึ่งหมายถึงสัญลักษณ์ของตาจากสวรรค์ ช่องแสงขนาดใหญ่ที่มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 30 ฟุตนี้มีความเชื่อกันว่าเป็นทางเชื่อมระหว่างมนุษย์กับพระเจ้า แต่เมื่อเร็วๆ นี้ นักประวัติศาสตร์เสนอคำอธิบายที่น่าสนใจเกี่ยวกับรูรับแสงนี้ว่ามันถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นนาฬิกาแดดและช่วยส่องแสงสว่างให้กษัตริย์ในอดีตในขณะที่เสด็จมาประกอบพิธีสำคัญๆ ภายในวิหาร โดยร่างของกษัตริย์จะถูกอาบด้วยลำแสงของดวงอาทิตย์ที่สาดส่องลงมาผ่านช่องแสงนี้ (มโนแล้วเห็นภาพเลยว่าจะดูศักดิ์สิทธิ์มากกกกก)

pan1

ในขณะที่โอคูลุสเป็นช่องทางเพียงช่องเดียวที่แสงสว่างจะสาดส่องเข้ามา มันยังเป็นช่องที่ทำให้น้ำฝนไหลเข้ามาในวิหารด้วย จึงมีการทำมีรูเล็กๆ ที่พื้นวิหารเพื่อใช้เป็นที่ระบายน้ำฝนผ่านท่อไปออกแม่น้ำไทเบอร์  ท่อระบายน้ำนี้สร้างขึ้นตั้งแต่ตอนสร้างวิหารแล้วค่ะ เห็นแล้วก็อดชื่นชมไม่ได้สถาปัตนิกสมัยนั้นเค้ารอบคอบจริงๆ ไม่เหมือนคนเราสมัยนี้ที่ชอบสร้างแล้วซ่อม ไม่ทำให้ดีตั้งแต่แรก เหมือนจงใจวางยาค่ะ (แอบการเมืองเล็กน้อย 555)

pan3

ช่องแสงโอคูลุสนี้เป็นปริศนาสำหรับหลายๆ คนว่าสร้างไว้เพื่ออะไร นักประวัติศาสตร์กลุ่มหนึ่งค้นพบว่าช่องรับแสงนี้จะรับแสงอาทิตย์ให้สาดส่องเข้ามาภายในวิหารในวัน “อิควินอกซ์”  (Equinox) หรือวันวิษุวัต ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ดวงอาทิตย์อยู่ในตำแหน่งตั้งฉากกับเส้นศูนย์สูตรของโลกพอดี หรือเป็นช่วงที่เวลาในตอนกลางวันและกลางคืนเท่ากัน ซึ่งจะเกิดขึ้นปีละ 2 ครั้ง คือราววันที่ 21 มีนาคม และ 22 กันยายน รวมถึงวันที่ 21 เมษายนซึ่งเป็นวันที่เชื่อกันว่าเป็นวันที่มีการค้นพบกรุงโรมด้วย

pan4

เรื่องของดวงอาทิตย์และเวลามีความเกี่ยวเนื่องกับโครงสร้างของสถาปัตยกรรมยุคโรมันอย่างลึกซึ้ง เพราะทั้ง 2 ถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ทางจักรวาลวิทยา การให้แสงอาทิตย์อาบไปบนร่างของกษัตริย์ที่เสด็จมาถึงวิหารอาจจะทำให้เกิดปฏิกิริยาบางอย่างและยังเป็นการเชิดชูหรือยกย่องสถานภาพของกษัตริย์ให้เทียบเท่ากับพระเจ้าอีกด้วย และถ้าเป็นช่วงเที่ยงของวันที่ 21 เมษายน แสงแดดจะส่องไปถึงทางเข้าวิหารเลยทีเดียว

pan2

งานวิจัยเชื่อว่าวิหารแห่งนี้มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับระบบสุริยะ ทำให้มีหน้าที่หลักอย่างหนึ่งคือเชื่อมโยงดวงอาทิตย์เข้ากับพลังอำนาจของโรมันและส่งเสริมให้กษัตริย์มีอำนาจในการปกครองประเทศ

ผู้เขียนแอบคิดว่า ถ้าเราได้ไปยืนอาบลำแสงอาทิตย์ที่วิหารบ้างคงรู้สึกเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังพิเศษบางอย่างที่ถ่ายทอดมาจากสวรรค์ก็เป็นได้ อิอิ

pan9

นอกจากนี้วิหารแพนธีออนยังใช้เป็นสถานที่ฝังศพกษัตริย์ บุคคลในราชวงศ์และบุคคลสำคัญ เช่น พระศพของกษัตริย์ 2 พระองค์สุดท้ายของอิตาลีคือ พระเจ้าวิกเตอร์ เอมมานูเอลที่ 2 และพระเจ้าอุมแบร์โตที่ 1 และยังมีศพของ ราฟาเอล จิตรกรชาวอิตาลีที่อายุน้อยที่สุดในบรรดาจิตรกรผู้ยิ่งใหญ่ในยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาด้วยค่ะ

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

 การเดินทาง: สถานที Metro ที่ใกล้ที่สุด คือ Barberi เช่นเดียวกับการไปน้ำพุเทรวี แนะนำเส้นทางเดินให้ไปเที่ยวน้ำพุเทรวีก่อนแล้วค่อยเดินไปชมมหาวิหารแพนเธออน (Patheon) จากนั้นค่อยเดินต่อไปเที่ยวจตุรัสนาโวนาค่ะ

nanonamap


เรื่องอื่นๆที่น่าสนใจ

ชมความงดงามของ บันไดสเปน Spanish Steps ที่กรุงโรม ประเทศอิตาลี่
Rome: โรมัน ฟอรัม ศูนย์กลางความเจริญรุ่งเรืองที่ยิ่งใหญ่ในอดีต และเนิน Palatine
เดินเที่ยว นครรัฐวาติกัน มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ ศูนย์รวมแห่งศรัทธาคาทอลิก
Rome / Vatican: เส้นทางการชมนครรัฐวาติกัน 1 - พิพิธภัณฑ์วาติกันและวิหารซิสติน (Sistine Chapel)
Rome / Vatican: เส้นทางการชมนครรัฐวาติกัน 2 - จุดชมวิวบนยอดโดมมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์

Comments

comments